Story : Devil or Angel
Part8 : ช่วงชิงความเป็นใหญ่
Actor : พิชญะ +พิรัชต์นิธิไพศาลกุล /สายรุ้ง +น้ำฟ้า อรุณพิพัฒน์ธนโชติ
Author : fary_blue & Rachel
*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
ดินแดนสวรรค์
เทพพิรัชต์กำลังยืนกอดอกพิงหน้าต่างห้องของตน เหม่อมองไปข้างหน้า ไกลออกไปสุดสายตาคือ ดินแดนแห่งความมืดที่เค้าเหยียบย่างเข้าไป.........ดินแดนของศัตรู นับตั้งแต่สัญญาณแห่งสงครามเริ่มต้นขึ้น นี่ก็เหลือเวลาอีกแค่ 7 วันเท่านั้น
"พิรัชต์!" เทพพิรัชต์หันไปตามเสียงเรียก ยืนขึ้นเต็มตัวอย่างนอบน้อมเมื่อผู้เป็นบิดาเดินเข้ามาใกล้
"ท่านพ่อ"
"กำลังคิดเรื่องสงครามอยู่รึเปล่าลูก?" เทพศิวาเอ่ยถามอย่างรู้ทัน
"ก็คิดอยู่บ้างเหมือนกัน ท่านพ่อ....เหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้ว"
"เจ้าหนักใจรึเปล่า?" คำถามแสดงความอาทรของบิดาทำให้พิรัชต์ยิ้มออกมาน้อยๆ ก่อนจะตอบกลับไป
"อย่างห่วงเลยท่านพ่อ..........ข้าพร้อมเสมอ!!"
ฟังคำตอบของบุตรชายแล้วก็บอกไม่ได้ว่าดีใจหรือไม่ คนเป็นพ่อเป็นแม่ หากเลือกได้คงยอมเสียสละแทนลูก เทพศิวา
มองออกไปเบื้องนอก ทิศทางที่พิรัชต์เพิ่งละสายตาจากมา
"พ่ออยากให้เจ้ารู้ไว้ว่าพ่อเองก็ไม่ได้ดีใจเลย หากลูกเป็นอะไรไป......แต่หน้าที่ๆ เกิดมาพร้อมกับตัวเจ้าคือ สิ่งที่พ่อภูมิใจ"
"ข้าจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง!!" พิรัชต์รับคำหนักแน่น ก่อนที่จะได้ยินเสียงกาฬปักษ์มาตาม
"ท่านเทพพิรัชต์!! ไปซ้อมอาวุธได้แล้ว!"
"งั้นลูกขอไปซ้อมก่อนนะ"พิรัชต์หันมาบอกกับบิดาซึ่งพยักหน้ารับ แล้วหยิบดาบที่วางอยู่ข้างๆ ตัวเดินออกไป
เทพศิวากำลังจะเดินตามออกไปดูการซ้อมฝีมือของเทพพิรัชต์ แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นสร้อยรูปดวงอาทิตย์ที่สายขาดเหมือนกับว่าถูกเกี่ยวขาด จึงหยิบขึ้นมาดู
"คงจะซ้อมหนัก จนสร้อยขาด...............ยังดีที่ไม่ได้ทำหายไปไหน"
หลังจากการซ้อมเสร็จแล้ว ต่างคนต่างแยกออกมาพักเหนื่อย เรวันต์และกาฬปักษ์เลี่ยงออกไปคุยปรึกษากันโดยไม่ทันได้สนใจพิรัชต์ ซึ่งนั่งหน้าขรึมอยู่คนเดียว ใจเหมือนรู้สึกพะวงถึงมารพิชญะยังไงบอกไม่ถูก.........แต่คงไม่ใช่หรอกมั้ง ปิศาจก็มีมากมายตั้งหลายตน จะบังเอิญเป็นพิชญะคนเดียวงั้นเหรอ
เด็ดดอกไม้สวรรค์ที่ขึ้นอยู่ตรงนั้นขึ้นมาเล่น มองกลีบบางๆ ที่ใสราวกับแก้วและเกสรที่ระยิบระยับราวกับเพชรแล้วก็นึกถึงคนที่เหมือนกับดอกไม้ดอกนี้.......กลีบบางๆ นั้นสวยงาม แต่ก็มีความแข็งที่ยากจะหักได้..........คนที่เห็นอยู่ข้างๆ พิชญะเป็นประจำ
หันไปมองเรวันต์กับกาฬปักษ์ที่ไม่ได้สนใจตน แล้วก็ตัดสินใจ ลุกออกไปจากตรงนั้นโดยไม่ได้บอกใคร อยากจะไปเจอใครซักคน แต่ถ้าหากได้เจอกับพิชญะก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี นับตั้งแต่พบกันคราวนั้น กลับมา ท่านแม่ก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้องเป็นส่วนมาก บางทีที่เค้าไปหาก็ร้องไห้ออกมาเสียเฉยๆ
เจ้าเป็นใครกันแน่นะ?.........พิชญะ........มีความสำคัญต่อท่านแม่ยังไง??
ดินแดนปิศาจ
ธารฟ้านั่งมองพี่สาวที่ทำหน้าเศร้าอยู่นานแล้วอย่างไม่เข้าใจ ริมน้ำที่เคยนั่งเล่นกันอยู่กับท่านพี่พิชญะ แต่เวลานี้ เหลือเพียงเธอและพี่สาวเพียงสองคน
"อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันประลองแล้ว....ธารฟ้า" อยู่ๆ พราวรุ้งก็พูดขึ้นมาลอยๆ แต่ก็เจาะจงโดยเฉพาะว่าพูดกับใคร
"แล้วไงล่ะ?"
"พิชญะเป็นผู้ที่ถูกเลือกในการประลอง" พราวรุ้งตอบกลับไปน้ำเสียงเศร้าๆ แต่น้องสาวก็ยังไม่เข้าใจนัก เรื่องของพี่ๆ ทำไมมันถึงได้ซับซ้อนนักนะ
"แล้วมันเป็นไงเหรอ ทำไมพี่พราวรุ้งต้องมานั่งทำหน้าเศร้าด้วยล่ะ?"
แต่ละคำที่พราวรุ้งเอ่ยออกมา ธารฟ้ารู้สึกได้ว่า เหมือนกับพราวรุ้งจะร้องไห้ไปด้วย
"พิชญะจะต้องเป็นตัวแทนของฝ่ายปิศาจในการประลองที่จะต้องเดิมพันด้วยชีวิตถ้าหากพิชญะตาย......"
"บ้าสิ!! ท่านพี่ออกจะเก่งจะตาย ใครๆ ก็เห็นวันนั้นน่ะ ขนาดท่านอาจารย์ยังรับมือไม่อยู่เลย" ธารฟ้ารีบแทรกขึ้นมาอย่างร้อนรน เพราะในใจก็หวาดหวั่นตามคำพูดของพี่สาว ถึงจะเชื่อมั่นในฝีมือพี่ชายมากแค่ไหนก็ตาม
"พี่ไม่อยากหลอกตัวเองนะ ธารฟ้า พิชญะเก่งก็จริง แต่เราก็ไม่รู้ว่าฝ่ายเทพจะเก่งแค่ไหน"
ธารฟ้าได้ฟังแล้วก็เถียงไม่ออก ได้แต่พูดออกไปด้วยความไม่เข้าใจ
"ทำไมท่านพ่อถึงต้องทำให้มีสงครามด้วยนะ เราอยู่กันอย่างนี้ก็ดีแล้วนี่"
ความคิดของจอมมาร ใครก็ไม่อาจล่วงรู้ได้!
ไม่มีคำตอบให้นอกจากอาการลุกขึ้นจากพี่สาว ให้ธารฟ้าต้องเงยหน้ามองตาม
"พี่ไปตามหาพิชญะก่อนนะ ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน"
ธารฟ้าพยักหน้ารับ แต่ยังคงนั่งนิ่งเหมือนเดิม ให้พราวรุ้งต้องถาม
"แล้วเจ้าล่ะ?"
"ข้าอยู่นี่แหละ ไม่ไปหรอก พี่พราวรุ้งจะไปก็ไปเถอะ"
พอพราวรุ้งไปแล้ว ธารฟ้าจึงได้ถอนใจออกมา เป็นห่วงพี่ชายก็เป็นห่วง ท่านพ่อคิดยังไงนะ ไม่รักลูกเลยหรือไง ถึงให้ท่านพี่พิชญะไปเสี่ยงตายอย่างนั้น
แล้วอยู่ๆ ในใจก็หวนนึกไปถึงอีกคนนึง.........ทำไมต้องไปรู้สึกเป็นห่วงด้วยนะ นั่นน่ะ ฝ่ายศัตรูนะ!
"ธารฟ้า!!"
เสียงเรียกชื่อแผ่วเบาดึงให้ความคิดที่กำลังล่องลอยไปไกลกลับมา ธารฟ้าหันไปมองตามเสียงเรียกนั้นทันที เบื้องหลัง.......ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีขาวยืนนิ่งมองตรงมาเช่นกัน รัศมีสีทองเหมือนจะเปล่งประกายออกมามากกว่าทุกครั้งที่เห็น!
"พิรัชต์!"
"ทำไมเจ้ายังจะมาที่นี่อีก?" ธารฟ้าถามขึ้น เมื่อทั้งคู่กำลังเดินอยู่ในทุ่งหญ้ากว้าง สายลมแรงๆ พัดยอดหญ้าสีน้ำตาลให้ลู่ลง เช่นเดียวกับผ้าคลุมสีดำที่คลุมไหล่บอบบางและคลื่นผมสีน้ำตาลที่ปลิวไหวไปตามแรงลม
"ข้าอยากมาที่นี่.....ก่อนที่จะไม่ได้มาอีก" พิรัชต์พูดเสียงเรียบๆ หากดวงตานั้นจริงจังทุกถ้อยคำ เส้นผมสีน้ำตาลทองพัดมาปรกระใบหน้าเช่นเดียวกับอีกฝ่าย
"ทำไมถึงจะไม่ได้มาอีก" ได้ยินที่อีกฝ่ายพูดแล้วก็ใจหาย พูดราวกับจะไม่ได้พบกันอีก ถ้าเป็นอย่างนั้น มันจะเหมือนขาดบางสิ่งไปหรือเปล่านะ ทั้งๆ ที่พบกันได้ไม่กี่ครั้ง แต่ก็ทำให้รู้สึกเหมือนรู้จักกันมานาน
"เจ้าคงรู้เรื่องสงคราม........."
"รู้แล้ว!" ธารฟ้าตอบได้โดยไม่ต้องคิด "ข้าไม่เข้าใจเลย ทำไมจะต้องมีสงครามกันด้วยนะ ทั้งๆ ที่ตอนนี้ทุกอย่างก็สงบสุขดีอยู่แล้ว ยังจะต้องการอะไรกันอีก"
"เรื่องของจอมเทพและจอมมาร พวกเราไม่มีทางเข้าใจหรอก" ทั้งๆ ที่ผู้ที่ถูกเลือกอย่างเค้าควรจะเข้าใจได้ดีที่สุดสินะ
"แล้วถ้าหากเกิดสงครามขึ้นแล้ว.เราจะได้พบกันอีกมั้ย"
พิรัชต์ได้ยินคำถามก็รู้สึกเศร้าลึกๆ ..........ข้าจะมีชีวิตได้กลับมารึเปล่าก็ยังไม่รู้เลย .แต่ในขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะปลาบปลื้มใจ จนเกือบจะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่.......ไม่ใช่ข้าคนเดียวใช่มั้ย ที่อยากพบเจ้า........ธารฟ้า!
"เจ้าอยากพบข้าอีกเหรอ?"
ธารฟ้าชะงักไป รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่ในดวงตาคมทำให้ต้องหลบสายตาของเทพพิรัชต์ที่มองมา พอเห็นธารฟ้าตอบไม่ถูก ตนเองก็แอบลอบยิ้มกับท่าทีขัดเขินของธิดาจอมมาร ก่อนจะนึกขึ้นได้
"ข้ามีอะไรจะให้เจ้าด้วย!" ธารฟ้าเหลือบมามองนิดๆ แต่ก็ยังแกล้งทำเมินไม่สน จนพิรัชต์ต้องถามลองใจ
"ไม่อยากได้เหรอ?"
อยากรู้เหมือนกันว่าพิรัชต์จะให้อะไร จึงหันกลับมามอง ก็เห็นดอกไม้กลีบบางใสเหมือนคริสตัลในมือของอีกฝ่ายที่ยื่นมาให้เธอ พร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยน (แต่งไปแล้วนึกถึง Yumemonokatari อ่ะ ตรงท่อนฮุคที่แปลเป็นภาษาไทย ^_^.....เปิดประตูซักที แล้วเธอจะเห็นว่ายังมีใคร เปิดประตูหัวใจแล้วรับดอกไม้ของฉัน พร้อมกับคำว่ารักกกกก.......)
เมื่อเห็นว่าธารฟ้ายังไม่แน่ใจที่จะรับไว้ พิรัชต์จึงดึงเธอออกมารับดอกไม้ที่เค้าวางให้บนฝ่ามือ............กระแสร้อนๆ ของมือที่วางดอกไม้ลงมา ทำให้ธารฟ้าฉุกใจคิดไปถึงพี่ชาย........ร้อน!! หากแต่ไม่แรงเท่า!!
"ให้ข้าเหรอ?"
พิรัชต์พยักหน้าพร้อมกับตอบ "ดอกไม้สวรรค์!!"
ธารฟ้าแค่นยิ้ม ก้มลงพิจารณากลีบบางๆ ใสราวกับแก้วและเกสรที่ระยิบระยับตรงกลาง สวยเหลือเกิน สวยจนไม่น่าจะมาอยู่ในมือของฝ่ายที่อยู่ในความมืด
"แต่เผอิญว่าข้าเป็นปิศาจ!"
พิรัชต์ยิ้มน้อยๆ ออกมากับความคิดของธารฟ้า ตอบกลับมาด้วยคำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายต้องอึ้งเพราะจิตใจที่สื่อถึงกัน
"คู่ควรหรือไม่คู่ควร ไม่ได้อยู่ที่เผ่าพันธุ์...........หากแต่อยู่ที่จิตใจของเจ้า!ธารฟ้า"
ธารฟ้าเดินถือดอกไม้สวรรค์เข้ามาในปราสาทด้วยใบหน้าที่สดใส ดอกไม้คริสตัลกลีบบางดั่งแก้วไม่ได้เหี่ยวเฉาลงตามเวลาที่ล่วงเลยมาเลย
"ธารฟ้า!!"
"พี่พราวรุ้ง!" น้องสาวสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากพี่สาวที่ยืนรอตนอยู่ เพราะความกังวลที่น้องสาวกลับมาช้ากว่าทุกครั้ง พอเห็นดอกไม้ที่ถือมาด้วยก็เอ่ยถาม
"ดอกไม้อะไร เจ้าไปเอามาจากไหน? สวยดีนะ" ในดินแดนปิศาจไม่เคยมีดอกไม้สวยงามอย่างนี้เลย
พอเห็นพี่สาวชอบก็ตอบไปอย่างยิ้มแย้ม นึกถึงเจ้าของดอกไม้
"พิรัชต์ให้ข้ามา!" พอฟังคำตอบจากอารมณ์ที่กำลังเย็นๆ ก็กลายเป็นเดือดขึ้นมาอีก
"ธารฟ้า! นี่เจ้ายังติดต่อกับเทพองค์นั้นอยู่อีกงั้นเหรอ" ธารฟ้าอ้ำอึ้ง ตอบไม่ถูก ก็ไม่รู้จะแก้ตัวยังไงแล้ว ไม่คิดว่าพี่พราวรุ้งจะโกรธขนาดนี้ หลักฐานมันก็อยู่ในมือ ทิ้งก็ไม่ได้เสียด้วย แล้วเมื่อครู่ก็ตอบออกไปชัดเจนว่าใครให้มา
"ธารฟ้า! เค้าเป็นฝ่ายศัตรูนะ!!" ได้ยินประโยคนี้แล้ว ธารฟ้าก็อดแทรกขึ้นมาไม่ได้
"ทำไมต้องมองว่าเค้าเป็นศัตรูด้วย แค่เพียงว่าเค้าเป็นเทพแค่นั้นเองเหรอ!"
พราวรุ้งฟังที่น้องสาวพูดแล้วก็นิ่งไป รู้สึกผิดสังเกตอะไรบางอย่าง ทำไมธารฟ้าต้องออกรับแทนขนาดนั้นด้วย
"เจ้าคิดยังไงกันแน่.กับเทพองค์นั้น?" รู้สึกกลัวขึ้นมา หากธารฟ้าจะมีความรู้สึกดีๆ กับฝ่ายเทพ เธอก็คงไม่โทษว่าเป็นความผิดของน้องสาว แต่ไม่อยากให้น้องต้องมาทรมานใจเพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
"เค้าเป็นมิตรที่ดี!" ธารฟ้าตอบชัดถ้อยชัดคำ โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดหาเหตุผล ตอบได้อย่างไม่มีพิรุธ...........ธารฟ้าไม่ได้คิดอะไรจริงๆ เหรอ หรือว่ายังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจความรู้สึกนั้น
"พี่คงห้ามเจ้าไม่ได้ใช่มั้ย?"
"ถึงจะห้าม ข้าก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องทำตามคำสั่งของท่าน!" ธารฟ้าตอบอย่างดื้อรั้น
'ข้าอยากพบเจ้าอีกครั้งได้มั้ย ธารฟ้า......ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป แล้วเราจะไม่ได้พบกันอย่างนี้อีก'
ธารฟ้านึกถึงคำพูดของพิรัชต์ก่อนที่จะจากลากัน การห้ามปรามของพราวรุ้งเปล่าประโยชน์
'ข้าพบเจ้าได้เสมอ มันขึ้นอยู่ที่เจ้าต่างหากล่ะ'
'ข้าจะมาพบเจ้าอีกครั้ง ก่อนวันประลองของฝ่ายเทพและปิศาจ เจ้ารู้ใช่มั้ยว่าวันไหน?' ธารฟ้าพยักหน้ารับ 'เจ้าต้องมาให้ได้นะ ธารฟ้า ข้าจะมารออยู่ริมแม่น้ำตรงนี้'
"งั้นพี่ขออย่างนึง ธารฟ้า..อย่าได้พูดอะไรที่เป็นจุดอ่อนของฝ่ายเราให้เค้าได้ยินเป็นอันขาด........อย่าบอกว่าพิชญะ คือผู้ที่ถูกเลือก!.สัญญาสิ ธารฟ้า!" พราวรุ้งเร่งคำตอบ เมื่อเห็นน้องสาวยังนิ่งเงียบไม่รับปากใดๆ
"ได้ ข้าจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น!"
นับตั้งแต่วันที่จอมมารออกไปตามพิชญะด้วยตัวเอง วันที่พิชญะเกิดทิษฐิมานะ ให้คำปฏิญาณต่อหน้าผู้เป็นบิดาด้วยการใช้ชีวิตตนเองเป็นเดิมพัน ซึ่งทำให้พราวรุ้งกังวลใจมาตลอด เพราะพิชญะเหมือนจะตามหาตัวยากกว่าปกติ หายออกไปทุกวันโดยไม่มีใครได้พบหน้าแล้วก็กลับมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัวเช่นนั้นมาตลอด 6 วัน
จนถึงวันนี้ ท่านพ่อเรียกพิชญะเข้าไปพบด้วยเรื่องอะไรพราวรุ้งเดาได้ว่าคงจะไม่พ้นเรื่องการประลองในวันพรุ่งนี้ พราวรุ้งเดินไปเดินมาอยู่หน้าห้องบิดาด้วยความเป็นห่วงพี่ชายที่หายเข้าไปนาน พอเห็นพิชญะเปิดประตูออกมาก็รีบตรงเข้าไปหาทันที
"พิชญะ........."
ใบหน้าที่นิ่งสงบ ทั้งที่ดวงตาไม่อาจจะปิดความโศกเศร้าเอาไว้ได้ พูดกับน้องสาวราวกับการเอ่ยลาธรรมดา
"พรุ่งนี้ข้าจะต้องไปแล้วนะ" พราวรุ้งพูดอะไรไม่ออก พยายามก้มหน้ากลั้นหยาดน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาให้พิชญะได้เห็น กลัวว่าคำพูดราวกับกล่าวอำลาของพิชญะจะเกิดขึ้นจริงๆ กลัวการที่จะต้องพรากจากกัน
"มานี่สิ"
พราวรุ้งเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่เข้าใจ พิชญะจะพาไปไหน แต่ก็เดินตามอีกฝ่ายไปแต่โดยดี ไกลจากตัวปราสาทออกไปทุกที ความมืดก็เข้าปกคลุมจนมองแทบไม่เห็นทาง จนกระทั่งมาถึงป่าทึบที่ปราศจากผู้ใดผ่านไปมา
"พิชญะ!!" พราวรุ้งรีบรั้งพี่ชายเอาไว้ เมื่อเห็นว่าเค้ายังคงเดินต่อไป แม้ว่าข้างหน้าจะเป็นเขตหวงห้ามก็ตาม
"นี่มันดินแดนต้องห้าม! ท่านพ่อห้ามเด็ดขาดไม่ให้ใครเข้าไป"
"เข้ามาเถอะ มันไม่มีอะไรเลย" พิชญะปลอบใจพราวรุ้ง พร้อมกับจับมือน้องสาวให้เดินเข้าไปด้วยกัน.........แม้จะยังหวั่นเกรง แต่มือที่จับกันไว้ก็ทำให้พราวรุ้งเชื่อมั่นว่า เค้าไม่มีวันปล่อยเธอไว้คนเดียว!
เดินตามพิชญะเข้าไปอย่างว่าง่าย จนมาถึงลานกว้างที่ล้อมรอบด้วยต้นไม้สูงใหญ่หนาทึบ พราวรุ้งเหลียวมองรอบตัวด้วยความแปลกใจ นี่น่ะหรือ ดินแดนต้องห้ามของท่านพ่อ
พิชญะปล่อยมือจากพราวรุ้ง ก่อนจะเดินนำเข้าไปอย่างคุ้นเคย
"ข้าใช้เวลาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เด็ก มาฝึกซ้อมอวุธอยู่บ่อยๆ โดยไม่ต้องมีใครสอน ไม่มีใครมารบกวน.........ดินแดนต้องห้ามมันก็แค่ป่าธรรมดา" พราวรุ้งเพิ่งจะเข้าใจ ว่าเหตุใดถึงไม่มีใครตามหาพิชญะได้พบเลยซักคน เพราะที่ๆ เดียวที่ไม่เคยมีใครตามเข้ามาคือที่นี่นี่เอง
รอยกรีดตามลำต้นไม้จางๆ ปรากฏให้เห็นแม้ว่าจะไร้แสงสว่าง พราวรุ้งแตะไปตามรอยกรีดนั้น รู้สึกได้ถึงพลังจากร่องรอยที่แทรกซึมอยู่ในเนื้อไม้ การฝึกซ้อมหนักที่ทำด้วยตนเอง
พิชญะนั่งลงตรงกลางลานกว้าง โดยมีพราวรุ้งนั่งอยู่เคียงข้าง ฝ่ามือแห่งผู้ที่ถูกเลือกโบกไปมาช้าท่ามกลางอากาศ ให้แมกไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาทึบข้างบนเปิดกว้างออก เห็นท้องฟ้ารัตติกาลที่พร่างพราวไปด้วยดวงประทีบกระพริบวิบวับ ก่อนจะล้มตัวลงนอนหนุนแขนตนเอง มองดูแสงเล็กๆ ที่อ่อนพลัง หากก็เป็นเพียงแสงสว่างเดียวที่สาดส่องลงมาในที่นี้
พราวรุ้งเงยหน้ามองตาม ดวงดาวมากมายระยิบระยับราวกับจะยิ้มให้เธอ แล้วหันมามองพิชญะ.......ในความมืดนั้น ดวงตาคมอ่อนโยนลงราวกับดวงดาวที่อยู่ข้างบน
"บางที ข้าก็มานอนเล่นที่นี่ทั้งคืน"
พราวรุ้งเอนกายลงข้างๆ ศีรษะพิงกัน ต่างคนต่างมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบน
"ข้าอยากมานอนดูดาวอย่างนี้อีก" พราวรุ้งพูดขึ้น ดาวระยิบระยับนั้นสวยเหลือเกิน ทั้งที่เธอมองดาวบนท้องฟ้าครั้งใดก็ไม่เคยน่าชื่นชมเหมือนกับมองดาวจากที่นี่ ในดินแดนต้องห้ามที่ใครๆ ก็คิดว่าเร้นลับน่ากลัว กลับสวยงามได้ขนาดนี้เลยหรือ
"ถ้าหากพรุ่งนี้ข้าเป็นอะไรไป......" พิชญะพูดขึ้นลอยๆ ให้พราวรุ้งที่กำลังเพลิดเพลินกับหมู่ดาว ตื่นขึ้นจากภวังค์
"เจ้าต้องชนะนะ พิชญะ!"
"ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกเหมือนกับว่าจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีก" พิชญะพูดออกมาจากความรู้สึกที่แท้จริง หวั่นเกรงมาตลอด โดยที่ไม่รู้ว่าอะไรทำให้คิดอย่างนั้น
"ถ้าเจ้าแพ้ ฝ่ายปิศาจก็ต้องแพ้ เจ้าจะแพ้ไม่ได้นะ พิชญะ!"
"เจ้ากำลังให้กำลังใจข้าอยู่งั้นเหรอ?"
"ไม่รู้สิ ข้ารู้แต่ว่า จริงๆ แล้ว ข้าไม่สนหรอก ว่าใครจะแพ้หรือชนะ แต่.......ข้าไม่อยากให้เจ้าจากพวกเราไป"
พิชญะหลับตาลง วันสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ อนาคตวันพรุ่งนี้ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ พิชญะตัดสินใจพูดออกไปจากใจ แม้ว่าจะไม่รู้ว่ามันจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ก็ตาม
"ข้าจะไม่จากเจ้าไปไหน ข้า........จะอยู่กับเจ้าเสมอ......."
ณ ริมแม่น้ำ
สายน้ำที่นำพาใครบางคนก้าวข้ามรอยแบ่งแยกมายังอีกฟากฝั่งหนึ่ง สายสัมพันธ์ที่เส้นบางๆ ที่ผูกเอาไว้ เหนือหน้าผาสูง ลมราตรีพัดพาขึ้นมาจากน้ำ หมุนวนอยู่รอบร่างสองร่างที่นั่งหันหลังพิงกันอยู่ริมแม่น้ำ
"ดึกป่านนี้แล้ว เจ้ายังไม่กลับอีกเหรอ เดี๋ยวพี่ชายกับพี่สาวเจ้าก็เป็นห่วงกันหรอก" วันนี้เค้าใช้เวลาอยู่กับธิดาจอมมารนานแค่ไหนนะ วันทั้งวันรึเปล่า ตั้งแต่เช้าจนดึกขนาดนี้
"ข้าน่าจะถามเจ้ามากกว่า ที่นี่มันดินแดนปิศาจนะ ข้าจะกลับเมื่อไหร่ก็ได้ เจ้าสิ เมื่อไหร่จะกลับ" ธารฟ้าย้อน
"นี่ไล่กันเลยเหรอ ข้ายังไม่รู้เลยว่าจะได้มาที่นี่อีกเมื่อไหร่"
"เออ แล้วถ้าผ่านวันนี้ไป เจ้ายังจะมาพบข้าได้อีกมั้ย" ธารฟ้าหันกลับมาถาม
"ไม่รู้สิ ข้ารับปากอะไรไม่ได้ทั้งนั้น"
"ทำไมล่ะ เอาให้มันแน่นอนหน่อยสิ" ธารฟ้าไม่ทันใจ พิรัชต์เลยตอบประชดกลับไป "ก็ใครจะไปมองเห็นอนาคตได้ล่ะ"
"เฮ่อ!" ธารฟ้าถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย ไม่อยากคิดว่าจะไม่ได้เจอเค้าอีก "ข้ายังพาเจ้าเที่ยวดินแดนปิศาจไม่ทั่วเลย"
"แค่ได้อยู่กับเจ้าตอนนี้ ข้าก็พอใจแล้วล่ะ" คงไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว แม้ว่าความตายกำลังรออยู่เบื้องหน้า ขอเพียงได้พักผ่อนจิตใจ ไม่คิดถึงเรื่องอะไรเลย
พิรัชต์หลับตาสบายๆ เอนศีรษะพิงกับศีรษะของอีกฝ่ายที่นั่งพิงหลังกัน แต่ธารฟ้าฟังแล้วพูดไม่ออก พิรัชต์พูดอย่างนี้ หมายความว่ายังไงกันแน่ ดวงอาทิตย์ที่ลาลับไปแล้ว เหลือเพียงแต่แสงแห่งดาวที่ส่องประกายอยู่เหนือดินแดนสวรรค์ จนท้องฟ้าฟากนั้นเป็นประกายสีขาว ทำให้ไม่อาจจะเห็นได้ว่าธารฟ้ากำลังหน้าแดง
"อ้าว! ทำไมเงียบไปล่ะ?" เทพพิรัชต์ถามทำลายความเงียบ เมื่อคนที่นั่งพิงหลังอยู่ด้วยกัน หยุดพูดไปซะเฉยๆ
"ก็.........ก็เจ้าพูดไม่รู้เรื่อง ข้าเลยไม่รู้จะตอบยังไงดีน่ะสิ" ธารฟ้าเฉไฉพร้อมกับโยนความผิดไปให้อีกฝ่าย
พิรัชต์ทำหน้าไม่เข้าใจ............นี่ข้าผิดเหรอ? ก็พูดออกไปอย่างที่ใจคิดน่ะ!
"ธารฟ้า! พี่ชายเจ้าเป็นคนยังไงเหรอ?" อยู่ๆ พิรัชต์ก็ถามขึ้นมา คนเป็นน้องสาวก็อดระแวงไม่ได้ ที่ศัตรูมาถามถึงพี่ชาย
"ทำไมถึงถามอย่างนั้นล่ะ?"
"ก็ข้าเห็นเจ้าไม่เหมือนพี่ชายเจ้าเลยซักอย่าง แล้ว......เค้าไม่ค่อยจะเป็นมิตรด้วย ทั้งๆ ที่ข้าพยายามผูกมิตรด้วยแล้ว" พิรัชต์หาข้ออ้าง
"ประลองกันจนสร้อยเจ้าขาดน่ะนะ การผูกมิตรของเจ้า" ธารฟ้าย้อนถามเสียงสูง
"ก็นั่นแหละ วิธีผูกมิตรของข้า!"
"แล้วเช่นนั้น ทำไมเจ้าไม่มาผูกมิตรกับข้าแบบนั้นบ้างล่ะ ข้าจะได้ใช้ธนูเซียนวารีของข้าทักทายเจ้าบ้าง!"
"แค่น้าวสายธนูจะไหวรึเปล่าก็ไม่รู้" พิรัชต์แกล้งล้อ แต่ธารฟ้าโกรธจริงๆ ลุกขึ้นเร็วจนพิรัชต์หงายหลัง
"เจ้า!!"
"นี่ไง แค่นี้เจ้าก็ไม่เหมือนพี่ชายเจ้าแล้ว ใจร้อนอย่างนี้แล้วจะไปยิงใครได้ล่ะ"
ธารฟ้าพยายามระงับอารมณ์ไม่ให้โกรธตอบ เพราะคำพูดไม่เข้าหู นั่งลงที่เดิม
"ท่านพี่พิชญะน่ะ ดุมากๆ ใครๆ ก็กลัวเกรงกันทั้งนั้น เป็นคนเดียวที่กล้าขัดคำสั่งท่านพ่อ แล้วก็เก่งมากๆ ด้วย"
พิรัชต์นิ่งฟังธารฟ้าที่กล่าวชื่นชมพี่ชายให้ฟังเพลิน แล้วก็ต้องสะอึกเมื่อได้ยินธารฟ้าพูดต่อไปโดยไม่ทันได้คิดอะไร
"ข้าว่าเจ้าน่ะ เหมือนท่านพี่ข้ามากกว่าข้ากับพี่พราวรุ้งซะอีก!"
จะเหมือนกันได้ยังไงล่ะ คนละสายเลือด คนละฝ่าย!
"เอ้อ แล้วฝ่ายเทพเลือกใครมาประลองในวันพรุ่งนี้เหรอ?" คนที่มาสู้กับท่านพี่พิชญะจะเก่งขนาดไหนนะ
"ก็......เอ่อ....." พิรัชต์ตะกุกตะกัก ไม่อยากบอกให้ธารฟ้าได้รู้เลย "เพื่อนของข้าคนนึง............แล้วฝ่ายเจ้าล่ะ?"
........อย่าบอกว่าพิชญะ คือผู้ที่ถูกเลือก!.สัญญาสิ ธารฟ้า!........
"ไม่รู้สิ ท่านพ่อเป็นผู้จัดการเรื่องทั้งหมด"
แล้วก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
"ดาวดวงนั้นสวยจัง" ธารฟ้าเปรยออกมา ซบหน้าลงกับท่อนแขนของตนเองดวงตาทอดมองไปยังดวงดาวที่สุกสกาวอยู่ไกลแสนไกล พิรัชต์จึงหันไปมอง ดวงดาวที่ขึ้นอยู่ทางด้านดินแดนสวรรค์
"ข้าเห็นดาวดวงนั้นทุกคืนเลย ธารฟ้า มันส่องแสงสว่างอยู่ทุกคืนในดินแดนสวรรค์"
"เจ้าโชคดีมากเลยนะ บนดินแดนสวรรค์คงจะมีอะไรที่สวยงามอีกมาก" อยากให้เวลาหยุดอยู่อย่างนี้นานๆ
พิรัชต์หันมาหาธารฟ้าที่ยังนั่งมองดาวดวงนั้นอย่างเหม่อลอย
"งั้น ต่อไปข้าจะพาเจ้าไปเที่ยวดินแดนสวรรค์บ้าง"
"จริงเหรอ?" ธารฟ้าถามด้วยความตื่นเต้น ยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง "เจ้าสัญญานะ พิรัชต์!"
เทพพิรัชต์พยักหน้า ส่งรอยยิ้มอ่อนโยนตอบพร้อมกับยื่นมือมาเกาะเกี่ยวกันเอาไว้เป็นคำมั่น ก่อนจะเปลี่ยนมากุมมือขาวๆ บอบบางของธารฟ้าเอาไว้หลวมๆ หากแต่ก็อบอุ่น..............
จะมีวันนั้นหรือไม่ ไม่มีทางรู้!
นักพยากรณ์แห่งดินแดนปิศาจยังคงนั่งอยู่ที่เดิมเหนืออ่างน้ำแห่งคำทำนาย เฝ้าเพ่งมองกระแสน้ำสีทะมึนที่ยังคงมืดสนิท ไร้แสงสว่างใดๆ
"ตามหาเด็กคนนั้นเจอรึยัง? นิรยะ!"
จอมมารซึบาสะเดินเข้ามา แล้วตรงเข้าไปที่อ่างแก้วทันที น้ำในอ่างยังคงหมุนวนเป็นปริศนาอยู่เช่นเคย
นิรยะส่ายหน้าปฏิเสธ.............นานนับสิบปีที่เค้าเฝ้ามองอ่างแก้วพยากรณ์ แต่ก็ยังตามหาคนอีกคนในคำพยากรณ์ไม่พบ ไม่น่าเป็นไปได้ ที่เด็กตามคำทำนายว่าจะนำพาความหายนะมาสู่ดินแดนปิศาจ จะไม่ปรากฏตัวออกมาเลย มันไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ
เด็กที่จะนำความรุ่งเรืองมาสู่ดินแดนปิศาจ รู้แน่แล้วว่าคือ พิชญะ!
"ข้ายังมองไม่เห็นอะไรเลย จอมมาร"
"ก็ขอให้คำพยากรณ์ของเจ้ามันผิดพลาดก็แล้วกัน นิรยะ ไม่มีใครที่จะมาทำลายดินแดนปิศาจได้ มีแต่พิชญะที่กำลังจะนำชัยชนะมาสู่ดินแดนปิศาจ!"
จอมมารซึบาสะพูดแล้วก็เดินออกไป เวลานี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการประลองวันพรุ่งนี้!
ในขณะเดียวกัน หากต่างกันที่สถานที่
ภายในปราสาทแห่งจอมเทพฮิเดอากิ เทพปพนธีร์ก็ยังคงเฝ้ามองน้ำในอ่างแก้วพยากรณ์นั้นไม่ต่างจากมารนิรยะ
"วันพรุ่งนี้ก็ถึงวันประลองแล้ว ทำไมเทพอีกองค์จึงยังไม่ปรากฏกายอีก"
ต่างก็เฝ้าตามหาบุคคลที่เป็นไปตามคำทำนาย หารู้ไม่..........ว่าคนที่ตามหา คือ บุคคลคนเดียวกัน!
"ข้ายังมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ราวกับมีเมฆหมอกมาบดบัง.................แต่ ทุกอย่างใกล้เข้ามาแล้ว ข้ารู้เพียงแต่ว่า เทพองค์นั้น อยู่ไม่ไกลแล้ว!"
ได้ฟังคำของเทพปพนธีร์แล้ว จอมเทพก็ครุ่นคิดปรึกษาเรื่องที่สงสัยมาหลายวัน
"วันนั้น.....ก่อนที่ข้าจะส่งสัญญาณสงคราม เข็มกลัดเปล่งแสงเจิดจรัสราวกับบอกเหตุอะไรซักอย่าง" เทพปพนธีร์นิ่งฟังจอมเทพ
"ตอนนั้น ข้าคิดว่าเป็นสัญญาณเตือนแห่งสงคราม.........แต่........เหมือนมีอะไรบางอย่างมากกว่านั้น"
วันที่สายเลือดแห่งเทพได้เหยียบย่างกลับคืนมาสู่ดินแดนสวรรค์!!
พิรัชต์เดินกลับเข้ามาในปราสาทในยามราตรี ลืมนึกไปว่า ทุกๆ คนคงจะเป็นห่วงเค้ามาก เพราะวันพรุ่งนี้คือวันประลอง เทพพิรัชต์หายออกไปทั้งวัน
"ท่านพี่พิรัชต์!"
เสียงเรียกจากข้างหลังที่ทำให้พิรัชต์ชะงักกึก นี่กาฬปักษ์ปล่อยให้น้องสาวมาอยู่รอข้าแทนตัวเองงั้นเหรอ? หันกลับไปตอบด้วยความระอา
เทพีองค์น้อย ใบหน้าสวยหวานงดงาม ดวงตาเปล่งประกายแก่นกล้า คลื่นผมสีดำหยักสลวย
"อย่ามาเรียกข้าอย่างนี้ได้มั้ย? เจ้าไม่ใช่น้องข้านะ นิลทรา" (นิน-ทะ-รา = นิล คือ สีดำ ทรา คือ ความงาม - ความงามที่เป็นสีดำ เพรากาฬปักษ์คือข้างแรม........กลัวคนอ่าน อ่านผิด เพราะคนแต่งยังอ่านผิดเลย)
นิลทราหน้าเสียไป แต่ก็ยังต่อปากต่อคำได้
"ก็ท่านเป็นเพื่อนกับท่านพี่กาฬปักษ์ ข้าก็ต้องเรียกท่านว่าท่านพี่เช่นกัน"
พิรัชต์หันหน้าหนี ไม่อยากอธิบาย เลยเหลือบไปเห็นสาวน้อยอีกคนหนึ่ง ในรูปลักษณ์ที่ไม่ต่างกันนัก หากแต่ผมเป็นสีทองอ่อนๆ ราวกับแสงแห่งดวงจันทร์ นั่งรออยู่ในอาการที่แสดงออกว่าเบื่อหน่ายเต็มที
นี่รอคนเดียวยังไม่พอ ยังจะลาก ยามิรา น้องสาวของเรวันต์ออกมานั่งรอเป็นเพื่อนอีก
"พรุ่งนี้ท่านต้องไปประลองแล้วนะ" นิลทราพูดขึ้นเมื่อเห็นเทพพิรัชต์กำลังจะเดินจากไป ไม่สนใจที่ตนอุตส่าห์มานั่งรอ
"ข้ารู้แล้ว ไม่ต้องมาย้ำหรอกน่า"
"ข้าจะเป็นกำลังใจให้ท่านนะ ท่านพี่พิรัชต์" เทพีองค์น้อยยังคงพูดต่อไป หวังว่าเทพพิรัชต์จะมีไมตรีให้ซักนิด
"ขอบใจ แต่ข้ามีอยู่แล้วล่ะ" พิรัชต์ตอบแบบไร้เยื่อใย จนอีกฝ่ายชักจะเคืองใจ
"ท่านคิดว่าเราจะชนะมั้ย?"
"ทำไมถึงถามอย่างนั้น?" พิรัชต์ไม่เข้าใจ ถามราวกับว่า ไม่มั่นใจในตัวเค้า
"นี่มันคือสงครามที่ต้องใช้ชีวิตเป็นเดิมพันเลยนะ ชีวิตของท่านนะ ท่านพี่พิรัชต์!"
"รู้มาก พอได้แล้ว!" เทพพิรัชต์ดุตัดบทพร้อมกับเดินจากนิลทราและยามิรามา โดยที่ยังคิดค้างถึงเรื่องที่เธอพูดเอาไว้..........
ใช่! สงครามที่เค้าต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตเป็นเดิมพัน!
ย่างเข้าเวลาของวันใหม่ หากแต่ทั้งพิชญะและพราวรุ้งเพิ่งจะกลับมาเข้ามาในปราสาท
"ไปนอนเถอะ พราวรุ้ง.......ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ยังต้องเผชิญกับอะไรอีกเยอะ" พิชญะพูดด้วยความห่วงใย พร้อมกับแตะปลายนิ้วลงบนผิวแก้มที่เย็นจัดของน้องสาว เพราะไปตากน้ำค้างกันมาครึ่งคืน
อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ที่จะได้พูดอย่างนี้!
พราวรุ้งพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ค่อยๆ ปล่อยมือพิชญะที่จับกันอยู่ช้าๆ ก่อนจะเดินกลับห้องตัวเอง
เมื่อพราวรุ้งไปแล้ว พิชญะก็กำลังจะเดินกลับห้องตัวเองเช่นกัน แต่เมื่อหันหลังมา ก็ต้องพบกับผู้เป็นบิดาที่ยืนรอ
"ดินแดนปิศาจอยู่ในมือของเจ้าเพียงคนเดียวเท่านั้นนะ พิชญะ เจ้าจงรักษาชีวิตของทุกคนที่นี่ไว้ให้ได้.สงครามครั้งนี้ เอาชีวิตเจ้าเป็นเดิมพันเพื่อทุกๆ คน!"
พิชญะนิ่งฟังด้วยความกังวลที่ทวีมากขึ้น เค้าคนเดียว หากต้องรับผิดชอบชีวิตของทุกคนที่นี่ทั้งหมด หากแพ้.......ก็ไม่ใช่ชีวิตเดียวที่จะต้องสูญสลายไป!
คนอื่นไม่ห่วงเท่าไร ดินแดนปิศาจจะเป็นของใครก็ไม่มีความสำคัญ แต่น้องสาวทั้งสองคน..........
"ข้าจะต้องทำให้ได้ ไม่ใช่ว่าเพราะข้าต้องการดินแดนแห่งนี้ แต่เพราะที่นี่...............มีคนที่ข้ารักอยู่!" พิชญะตอบอย่างหนักแน่น เป็นครั้งแรกที่พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาต่อหน้าผู้เป็นบิดา คำพูดที่ไม่เคยเอ่ยออกมา ก่อนจะเดินเลี่ยงออกมา
จอมมารซึบาสะเฝ้ามองตามหลังไป
พิชญะ.........หากเจ้าได้ชัยชนะกลับมา นอกจากดินแดนปิศาจที่จะเป็นของเจ้าแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ข้าจะมอบให้คงมีค่ามากกว่าดินแดนปิศาจของข้าในความคิดของเจ้า..............สายตาของพวกเจ้าที่ข้าเห็น มันมากเกินกว่าที่ทุกคนเคยเห็น ซึ่งแม้แต่พวกเจ้าเองก็คงไม่รู้ตัว.........เพราะฐานันดรที่ปิดบังซ่อนเร้นอยู่
เจ้าคงจะไม่รังเกียจ เพราะยังไง พวกเจ้าก็ไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน!
เพราะข้าเลี้ยงเจ้ามาหรอกนะ ข้าจึงไว้ใจเจ้า
เพียงแค่เจ้าชนะ..............ทุกอย่างก็จะเป็นของเจ้า พิชญะ!
ในที่สุดวันที่ทุกคนรอคอยและหวั่นเกรงก็มาถึง หากก็ยังมีบุคคลหนึ่งที่ยังคงปฏิบัติตนเช่นเดิมเหมือนทุกคืนวันที่ผ่านมา ร่างบุรุษชราจะยังก้มๆ เงยๆ อยู่เหนืออ่างแก้ว
เมฆหมอกดำทะมึนที่แผ่ปกคลุมอยู่เหนืออ่างแก้วเริ่มลอยหายไป ราวกับว่าปริศนาทั้งหมดกำลังจะถูกคลี่คลาย มารนิรยะหรี่ตาเพ่งพินิจเพราะแสงสีขาวที่สว่างจ้าขึ้นมาจากอ่างแก้ว จนภาพที่เลือนลางนั้นปรากฏแก่สายตาชัดขึ้นเรื่อยๆ
ร่างบุรุษคนหนึ่งในชุดสีขาวบริสุทธิ์ลอยขึ้นจากพื้นดิน เหนือสนามการประลอง ดวงหน้าสงบ ตาหลับนิ่งราวกับไร้ความรู้สึก ปีกขนนกสีขาวเบาบาง ใสดั่งแก้วยื่นออกมาจากกลางหลัง โบกสะบัดอย่างแข็งแรง.............สัญลักษณ์แห่งเทพ!!
ดวงตาที่พร่ามัวเพราะความชราเบิกโพลง อย่างคาดไม่ถึง
เป็นไปไม่ได้!
"จอมมาร!" มารนิรยะปรากฏร่างขึ้นต่อหน้าจอมมารซึบาสะ ด้วยท่าทางเร่งรีบผิดวิสัย
"มีอะไร? ตอนนี้ข้ากำลังรีบ เอาไว้ข้ากลับมาแล้วค่อยพูดก็แล้ว" จอมมารซึบาสะตัดบทอย่างไม่สนใจ ตอนนี้เรื่องอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับการประลองของพิชญะ!
"แต่........" พูดไปก็ไร้ประโยชน์ จอมมารไม่แม้แต่จะฟังสักนิด ให้นิรยะได้แต่ถอนใจ
คำพยากรณ์กำลังจะเป็นจริงแล้ว!
"พิชญะ!!"
มารพิชญะสะดุ้งขึ้นเมื่อได้ยินเสียงจอมมารเรียกเร่งอยู่ด้านนอก ละสายตาขึ้นมาจากกระบี่ที่วางสงบนิ่งอยู่ตรงหน้า หลังจากที่นั่งเฝ้ามองอาวุธประจำตัวของตนเองอยู่นานแล้ว.............วันนี้........อีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้.........เค้ากำลังจะเดินขึ้นไปอยู่บนเส้นแห่งความเป็นความตาย
ถอนใจออกมาก่อนจะหยิบกระบี่มารโลหิตของตนจะเดินออกไปหาผู้เป็นบิดา แต่แล้วสายตาก็ต้องไปสะดุดตราดวงอาทิตย์ที่เปล่งประกายออกมาดังแสงจากดวงตะวันที่แท้จริง
ก็เก็บดีแล้วนี่! ทำไมยังเห็นได้ชัดอยู่นะ?
คิดแล้วพิชญะก็หยิบสายสร้อยขึ้น สวมลงบนลำคอของตนเองแล้วเก็บไว้ใต้อาภรณ์สีดำเดี๋ยวหายไป และไม่อยากให้ท่านพ่อเห็น เดี๋ยวจะรู้ว่าเค้าแอบเข้าไปในดินแดนต้องห้ามมา
เทพพิรัชต์เดินออกมาจากห้องพร้อมกาฬปักษ์และเรวันต์ ใบหน้านิ่งมิได้บอกความรู้สึกว่าหวาดกลัวหรือตื่นเต้นใดๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าเทพศิวา
"ขอให้ลูกโชคดีนะ พิรัชต์!" พิรัชต์ก้มหน้ารับคำอวยพรจากบิดา พร้อมกับสร้อยทองรูปดวงอาทิตย์ที่ทาบทับลงมาบนลำคอ
"สร้อย?" พิรัชต์พึมพำเบาๆ จับตราดวงตะวันที่เปล่งแสงขึ้นมาดู สร้อยของเค้า เส้นที่ขาด ท่านพ่อซ่อมให้งั้นเหรอ
"พลังจากพ่อและแม่.........." เทพพิรัชต์ก้มหน้าต่ำด้วยความซาบซึ้งใจ ทั้งรักและอาลัยกลัวว่าจะไม่ได้กลับมาพบกันอีก
"พิรัชต์!" เสียงเรียกของมารดาทำให้เทพพิรัชต์ต้องหันกลับไปมองด้านหลัง
"ท่านแม่" ดวงตาของเทพีดารัลมองหน้าบุตรชายอย่างทุกข์ทรมานใจ ก่อนจะดึงร่างตรงหน้าเข้ามากอด พิรัชต์กอดตอบกลับไปด้วยความรู้สึกเป็นห่วงผู้เป็นมารดา
"อย่าห่วงเลยท่านแม่ ข้าไม่เป็นอะไรหรอก"
"แม่จะลงไปดูด้วย"
"อย่าเลยท่านแม่ ท่านรออยู่ที่นี่ดีกว่า" พูดไปด้วยรอยยิ้มที่ปิดบังความจริงเอาไว้ ไม่อยากให้เห็น ถ้าหากเค้าพลาดพลั้งขึ้นมา ความเจ็บปวดจากบาดแผลคงเทียบไม่ได้กับดวงใจของมารดาที่แตกสลายยามเห็นลูกรักต้องทรมาน
เทพีดารัลแตะปลายนิ้วลงที่ดวงพระอาทิตย์
"รักษาไว้ให้ดีนะลูก..รักษาไว้ให้ดี...."
เทพพิรัชต์ได้แต่พยักหน้ารับ ทั้งที่ไม่ค่อยเข้าใจนัก
"รออยู่ที่นี่นะ ดารัล.....ลูกจะต้องกลับมาอย่างปลอดภัย" เทพศิวาปลอบอีกคน เทพีดารัลพยักหน้ารับอย่างจำใจ ในขณะที่พิรัชต์ก็รีบเดินเลี่ยงออกมา ไม่อยากทนมองความเจ็บช้ำของผู้เป็นมารดา
ท่ามกลางสนามประลอง จุดเชื่อมต่อระหว่างดินแดนปิศาจและดินแดนสวรรค์ เทพและมารต่างอยู่กันพร้อมหน้าด้วยใจระทึกอยู่คนละฝั่งรายล้อมรอบสนามที่ถูกจัดขึ้นเพื่อการประลองสำหรับตัวแทนทั้ง 2 ฝ่าย
และเหนือกว่าทุกคน จอมเทพและจอมมาร!
"ในที่สุดก็ถึงวันนี้จนได้นะ ฮิเดอากิ" จอมมารซึบาสะพูดขึ้น รอยยิ้มเหยียดราวกับจะทักทายอีกฝ่าย
"เจ้าก็ไม่เปลี่ยนไปเลย ซึบาสะ" จอมเทพฮิเดอากิทักทายตอบไป
"อย่ามัวพูดมากอยู่เลย ที่เรามาพบกันวันนี้ก็เพื่อการประลองไม่ใช่เหรอ แล้วจะมามัวถ่วงเวลากันอยู่ทำไมล่ะ"
"ถ้าหากเจ้าพร้อมแล้ว..........งั้นก็ได้เลย" จอมเทพรับคำท้าทาย
หมู่เทพและมารที่ยืนอยู่ด้านหน้า ต่างหลีกทางให้แก่ผู้ที่ถูกเลือกทั้ง 2 ฝ่ายที่เดินออกมายังสนามประลองพร้อมๆ กัน เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาเทพและมารทุกคน
คนหนึ่งในชุดสีดำแห่งความมืดมนและอีกคนในชุดสีขาวแห่งความสว่างไสว เมื่อผู้ประลองทั้ง 2 ฝ่ายเห็นหน้ากันก็ชะงักไปทั้งคู่ ไม่คาดคิดมาก่อนว่าคนที่จะต้องต่อสู้เดิมชีวิตกันจะเป็น........
"พิรัชต์!" มารพิชญะนิ่งไปนิด จนไม่มีใครสังเกตได้ มือที่กระชับด้ามกระบี่แน่นขึ้นจนเกร็ง ใจสั่นไหวอย่างประหลาด
"พิชญะ!" เทพพิรัชต์ก็ไม่ต่างกันนัก ริมฝีปากพึมพำชื่ออีกฝ่ายออกมาเบาๆ ความรู้สึกอยากจะเปลี่ยนใจนัก ให้ใครก็ได้เป็นผู้ที่ถูกเลือกแทนเค้า เพราะคนตรงหน้า!
ถึงแม้จะเคยประลองฝีมือกันมาแล้วหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็เพื่อจะเอาชนะ..........ไม่ใช่เอาชีวิต!
ธิดาแห่งจอมมารทั้งสองในอาภรณ์สีดำเช่นกัน ยืนเคียงข้างมารพิชญะเยื้องไปทางด้านหลัง ประกาศศักดิ์และขัตติยะอย่างเด่นชัดก็ตะลึงไม่แพ้กัน
"พิรัชต์!! ไม่จริง........." ธารฟ้าอุทานออกมา ไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง หากวันนี้มาถึงแล้ว ความจริงที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าไม่ได้โกหกเลย เพื่อนต้องมาสู้กับพี่ชายของเธอ
"ธารฟ้า! ทำไมถึงได้เป็นเทพองค์นี้?" พราวรุ้งหันไปถามน้องสาวเบาๆ ธารฟ้าจะลำบากใจเพียงไหนกัน เทพองค์นี้อย่างน้อยก็เคยสนิทชิดเชื้อ เกิดความผูกพันดีๆ ให้กัน
"ข้าไม่รู้ พี่พราวรุ้ง........ไม่รู้จริงๆ" ธารฟ้าส่ายหน้าปฏิเสธ ดวงหน้างามเหมือนจะร้องไห้........ก็ไหนพิรัชต์บอกว่าไม่ใช่เค้าไง ที่เป็นผู้ที่ถูกเลือก!
พราวรุ้งกลั้นใจเฝ้ามองร่างสูงสง่าของพิชญะที่เดินตรงไปข้างหน้าอย่างไม่สะทกสะท้าน อยากจะเข้าไปรั้งเอาไว้ แต่ก็ทำไม่ได้ ร่างสูงยังคงเดินตรงไป ทั้งที่หัวใจก็เต้นแรงไม่ต่างกัน หากพราวรุ้งรู้สึกว่า การเดินจากไปครั้งนี้ ราวกับเดินจากไปตลอดกาล............
ขณะเดียวกัน ฝ่ายเทพก็มีอาการงุนงงไม่ต่างกัน
"มารตนนั้น!!" เรวันต์มองด้วยความประหลาดใจ จนกาฬปักษ์ต้องหันมาถาม
"มีอะไรงั้นเหรอ?"
"ข้าเคยพบกับมารตนนี้เมื่อครั้งเข้าไปในดินแดนปิศาจ ไม่คิดว่าจะเป็นคนนี้" แม้คราวนั้นจะมิได้เห็นฝีมือ แต่จากท่าทีก็รู้แน่ว่า คงเก่งกล้าไม่ใช่น้อย
"มารตนนั้นมีความสำคัญยังไงเหรอ ท่านพี่?" เสียงนิลทราเอ่ยถามขึ้นโดยมียามิราที่ยืนอยู่ข้างๆ พยายามสะกิดห้ามเอาไว้ แต่ก็ไม่ฟัง
พี่ชายหันไปมองน้องสาวทั้งสอง ก่อนที่กาฬปักษ์จะพูดขึ้น
"ไม่ยุ่งซักเรื่องจะได้มั้ย? นิลทรา!" นิลทราเลยค้อนหันไปทางอื่น
"มีอะไรเหรอ?" เรวันต์ถามอีกคน
"ก็ไม่มีอะไรหรอก แต่ยามิราเค้าแค่อยากรู้น่ะ" นิลทราตอบหน้าตาเฉย ไม่สนคนที่ถูกพูดถึงที่ตีกลับมาด้วยความอาย แก้ตัวไม่ถูก
"นิลทรา.......เจ้า!!" เล่นงานเพื่อนสาวไม่ได้เลยต้องหันไปตอบพี่ชายของตนที่ยังคงมองมาอย่างแคลงใจ "เจ้าอยากรู้ไปทำไมเหรอ?"
"ก็.....ข้าเห็นว่าเค้าหน้าตาเหมือนท่านเทพพิรัชต์"
คำพูดของยามิราทำให้เรวันต์และกาฬปักษ์มองหน้ากัน.........คิดเหมือนกันใช่มั้ย!
พิรัชต์ก้าวเดินไปข้างหน้า ทั้งที่ในใจนั้นหยุดชะงักไปแล้ว มือเผลอแตะไปที่จี้ดวงพระอาทิตย์ข้างในที่อยู่ ณ ตำแหน่งของหัวใจ จะทำได้งั้นเหรอ ฆ่าคนๆ นี้ได้เหรอ..........คนที่มีความสำคัญต่อท่านแม่ คนที่เค้ารู้สึกได้ถึงสายเลือดอุ่นๆ ที่ไหลเวียนยามเมื่อได้พบกัน
ร่างสองร่างยืนอยู่กลางสนามประลอง ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่แวดล้อมเฝ้ารอผลตัดสิน เวลาที่รอคอยมาหลายร้อยปีหลายพันปี รอผู้ที่ชนะเหนืออีกฝ่าย
ดวงตาคมสองคู่ มองสบกัน..............ถึงเวลาแล้วงั้นเหรอ มิตรที่พยายามจะผูกให้แน่นแฟ้นกันนั้น มันก็คงจะเป็นเพียงเส้นใยเบาบางที่เพียงลมพัดก็ปลิวขาดไปได้โดยง่าย
ปลายอาวุธของทั้งสองฝ่ายเริ่มวาดไปช้าๆ ราวกับจะหยั่งเชิงซึ่งกันและกัน ขอเพียงรอให้อีกฝ่ายลงมือเท่านั้น.......ตนก็จะเริ่มทันที!
ปลายเท้าที่ขยับก้าวเข้าหากัน เว้นระยะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หากก็ยังไม่ประชิดกันเสียที สร้างความระทึกให้แก่คนรอบข้างเพราะผู้ประลองทั้งสองฝ่ายดูจะใจเย็นนักที่จะสังหารศัตรู!
ปลายดาบและกระบี่ของทั้งสองฝ่ายที่วาดช้าๆ ราวกับจะทักทายกันผสมผสานสายลมที่เต็มไปด้วยความร้อนระอุของอัคคี พัดผ่านกระทบทุกคนให้ร้อนรน
"พิชญะ!" จอมมารเรียกชื่อบุตรชายของตนเองด้วยความไม่พอใจ จะเยิ่นเย้อมากเกินเวลาไปแล้วนะ
เช่นเดียวกับจอมเทพ
"พิรัชต์!" หากกระแสเสียงนั้นนุ่มทุ้มกว่า ไม่ได้เร่งรีบแต่อย่างใด
หากอาการตอบรับของทั้งเทพและมารทั้งสองคือ........พยักหน้าตกลง!
เลี่ยงไม่ได้แล้วจะถ่วงเวลาไปเพื่ออะไร ปลายกระบี่ถูกตวัดขึ้นโดยเร็วพร้อม ๆ กับ ปลายดาบยาวที่วาดกวาดสายลมบนอากาศหมุนวนเมื่อร่างทั้งสองร่างทะยานเข้าปะทะกันรวดเร็ว
ทั้งสองต่างกวัดแกว่งอาวุธเข้าหากัน พร้อมกับหลีกหลบคมอาวุธจากอีกฝ่ายไปด้วย ไม่มีการออมมือให้กัน ยิ่งต่อสู้ก็ยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น อานุภาพแผ่กระจายออกไปรอบด้าน ลมพายุพัดพาความร้อนอบอวลไปทั่ว เร่งความร้อนใจให้แก่ทุกฝ่าย ร่างของพิรัชต์และพิชญะลอยตัวขึ้นไปบนอากาศทั้งที่ยังคงปะทะกันอยู่ไม่ขาดระยะ
ต่างผลัดกันรุกและฟาดฟันอาวุธใส่ฝ่ายตรงข้าม เสมอกันตลอดจนไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าใครจะมีฝีมือเหนือกว่ากัน และโดยไม่ทันนัดหมาย ทั้งสองฝ่ายต่างจู่โจมเข้ามาพร้อมกันด้วยปลายอาวุธที่พุ่งใส่หน้า
พิชญะและพิรัชต์พลิกตัวหลบคมดาบคมกระบี่ของฝ่ายตรงข้าม แรงเหวี่ยงหมุนตัวทำให้สายสร้อยที่ใส่อยู่ข้างในของทั้งคู่กระเด็นออกมานอกเสื้อ แสงส่องประกายสะท้อนเข้าตา ทั้งสองต่างชะงักเมื่อเห็นสร้อยที่แขวนอยู่บนคอของกันและกัน ตราดวงตะวันที่ราวกับหล่อออกมาจากพิมพ์เดียวกันทำให้พิชญะและพิรัชต์หยุดนิ่งกันไปครู่หนึ่ง
ตราดวงอาทิตย์ราวกับว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการพบเจอกันในแต่ละครั้ง และปริศนาที่หาคำตอบไม่ได้!!
แต่เพียงครู่เดียวพลังแสงสีขาวพุ่งออกมาจากปลายดาบของเทพพิรัชต์รวดเร็วและรุนแรงจนมารพิชญะเกือบจะยกกระบี่ขึ้นตั้งรับไม่ทัน แต่แรงพลังก็สามารถผลักพิชญะให้เสียหลักเซออกไปไกลไม่น้อย พิรัชต์จึงรีบเคลื่อนตัวตามไปทันที เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายมีโอกาสตั้งตัวได้ แต่ไม่ทันเพราะพิชญะกลับตัวกลางอากาศและวาดปลายกระบี่กลับเข้าหาผู้รุกรานทันที
เปลวไฟที่ก่อตัวขึ้นตามปลายคมอาวุธส่งผลให้พิรัชต์กลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ตกลงมาจากอากาศเพราะประมาทไป ไม่คิดว่าฝ่ายศัตรูจะตั้งตัวได้ทัน มารพิชญะเคลื่อนตัวลอยประชิดตามลงมาพร้อมกับปลายกระบี่ที่ประทับอยู่บนอกของศัตรู!
"ท่านเทพพิรัชต์!!!" ฝ่ายเทพอุทานด้วยความเป็นห่วง ปรารถนาจะเข้าไปช่วยนัก หากไม่ติดว่า นี่คือ การประลองของตัวแทนแห่งฝ่ายเทพและมารเท่านั้น
ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงหวานที่ตื่นตกใจ แต่ก็แผ่วเบาจนมีเพียงพราวรุ้งเท่านั้นที่จับกระแสเสียงนั้นได้
".....พิรัชต์!.."
หากแต่ก่อนที่ปลายอันแหลมคมจะได้ดื่มโลหิตแห่งเทพและปลิดชีวิตได้ในเสี้ยววินาที พิชญะค้างมือชะงักนิ่งเอาไว้ทั้งที่ไม่สามารถหาเหตุผลมาบอกตนเองได้ ทำไมต้องรั้งรอที่จะสังหารศัตรู ในเมื่อมีโอกาสแล้ว
ดวงตาคมทั้งสองคู่จ้องตอบกันราวกับมีสายใยบางอย่างฉุดดึงเอาไว้ ให้พิชญะต้องหยุดคิด
"ฆ่าสิ พิชญะ!!!"
จอมมารซึบาสะประกาศก้องออกไป ธิดาทั้งสองได้แต่หันไปมองหน้ากันอย่างหวาดหวั่น และมองผู้เป็นบิดาอย่างขอร้องแม้จะรู้ว่าจอมมารจะไม่สนใจเลยก็ตาม
พิชญะหันไปมองจอมมารที่สั่งมา และหันกลับมามองผู้ที่ตกอยู่ในกำมืออย่างลังเล..........ทำไมไม่กล้าล่ะ ก็แค่สังหารเทพองค์หนึ่ง ที่มีชีวิตเป็นเดิมพันอยู่แล้วเช่นเดียวกับตน ถ้าเค้าไม่ตายเราก็ต้องเป็นฝ่ายตาย!
เพื่อดินแดนปิศาจ...........เพื่อรักษาชีวิต..........น้องทั้งสองคน........
ใบหน้าที่ละม้ายเหมือนกันนั้นมองตอบพิชญะกลับมาอย่างไม่เข้าใจเช่นกัน แต่หาได้มีแววกลัวเกรงความตายตรงหน้าซักนิดไม่ เพียงแต่ไม่เข้าใจ.............ในเมื่อโอกาสมาถึงแล้ว ทำไมไม่ลงมือซะล่ะ?
ไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร มารพิชญะผู้ซึ่งหนักแน่นไม่เคยหวั่นไหวกับสิ่งใดจึงลังเลที่จะฆ่าฝ่ายศัตรูเช่นนี้ ไม่มีใครเห็นว่ามืออันแข็งแกร่งที่จับด้ามกระบี่อยู่นั้น กำลังสั่นน้อยๆ เพราะความไม่แน่ใจ............ไม่มีใครเห็น นอกจากพิรัชต์!!
ในจังหวะนั้นเอง เมื่อเห็นว่าพิชญะกำลังลังเลพิรัชต์จึงมีโอกาสตั้งตัวได้ ใช้ปลายดาบในมือปัดปลายกระบี่ออกเต็มแรง และลุกขึ้นมาเสมอกับพิชญะอีกครั้งหนึ่ง ให้ฝ่ายเทพต้องผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอกและมีกำลังใจมากขึ้น และฝ่ายปิศาจซึ่งสบถอย่างเสียดายที่พิชญะพลาดโอกาสนี้ไป
และดูเหมือนว่าเมื่อพิรัชต์ตั้งตัวได้คราวนี้ พละกำลังที่ทวีมากขึ้นพร้อมกับใจที่มุ่งมั่นจะทำตามหน้าที่ให้สำเร็จให้ได้ ต่างกับพิชญะที่เริ่มอ่อนแรงลงตามจิตใจที่อ่อนลง อยากจะหยุดอยู่เพียงเท่านี้ ไม่ต้องการจะฆ่าฟันกันอีกแล้ว
ฝ่ายปิศาจเริ่มเสียขวัญเมื่อเห็นว่าพิชญะกำลังตกเป็นรอง หลายครั้งที่ดวงคมประสานกันสื่อความหมายที่แตกต่าง และอาวุธทั้งสองที่ปะทะกัน เหมือนพิชญะจะต้านแรงไม่ไหวอยู่หลายที และเป็นฝ่ายปัดป้องหลีกหลบมากกว่า
จนในที่สุด มารพิชญะก็ปล่อยพลังแสงสีแดงจ้าออกมาเป็นพลังสุดท้ายก่อนจะอ่อนแรงลงเมื่อพิรัชต์ปัดแสงพลังนั้นให้กระเด็นออกไป พร้อมกับร่างของพิชญะที่ล้มลง ในทันทีที่เทพพิรัชต์เงื้อดาบในมือขึ้นสูง มองหน้ามารพิชญะอย่างตัดสินใจ
อย่าได้ถือโทษโกรธอาฆาตกันเลย ถึงแม้เราทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่ต้องการที่จะเป็นศัตรูกัน แต่นี่คือหน้าที่ที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่เราทั้งสองถือกำเนิดขึ้นมา ไม่ใครก็ใครซักคนที่จะต้องมาจบชีวิตที่นี่เพื่อคนของฝ่ายตนเอง
ข้าต้องทำ........ทุกคนตั้งความหวังในตัวข้ามากเหลือเกิน.........และข้าก็ไม่สามารถยอมแลกชีวิตให้เจ้าได้เพราะ ท่านพ่อและท่านแม่กำลังรอข้าอยู่................
ดวงตาอันเด็ดเดี่ยวของพิรัชต์มองสบกับดวงตาของพิชญะที่ราวกับจะตอบความรู้สึกของอีกฝ่ายที่สื่อถึงกันกลับไป หลับตาลงอย่างรับสภาพที่จะเกิดขึ้น..............
ความตายที่รออยู่ตรงหน้า!!
.
To Be Con
)